ISSUE 27 ประจำเดือน กรกฎาคม -สิงหาคม 2566

C&A Insights ฉบับที่ 27 เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม พ.ศ. 2566 เสนอบทความเรื่อง “ทำความรู้จัก TFRS 17 สัญญาประกันภัย (ตอน 2)” ซึ่งเป็นภาคต่อจากฉบับก่อน มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17

C&A Insights ฉบับที่ 27 เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม พ.ศ. 2566 เสนอบทความเรื่อง “ทำความรู้จัก TFRS 17 สัญญาประกันภัย (ตอน 2)” ซึ่งเป็นภาคต่อจากฉบับก่อน มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า TFRS 17 เป็นมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่ที่ได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2565 โดยมีผลบังคับใช้สำหรับรอบระยะเวลารายงานที่เริ่มใน หรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 ในฉบับนี้เนื้อหาจะเป็นการอธิบายหลักการที่สำคัญของ TFRS 17 และผลกระทบของ TFRS 17 ที่มีต่อกิจการ เมื่อกิจการระบุได้ว่าสัญญาประกันภัยที่ออกเป็นสัญญาประกันภัยตามคำนิยามของมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS 17) ให้พิจารณาแยกอนุพันธ์แฝง องค์ประกอบการลงทุนที่ต่างออกไป และภาระที่ต้องปฏิบัติที่ต่างออกไปที่เจาะจงไว้ออกจากสัญญาประกันภัย และปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง สำหรับสัญญาประกันภัยภายหลังการแยกองค์ประกอบอื่นแล้วจะนำมาจัดเป็นกลุ่ม (Portfolio) โดยสัญญาที่มีความเสี่ยงคล้ายคลึงกันและบริหารจัดการไปด้วยกันสามารถจัดอยู่กลุ่มเดียวกัน อีกทั้งสัญญาที่ออกห่างกัน

ทำความรู้จัก TFRS 17 สัญญาประกันภัย (ตอน 2 )

มากกว่า 1 ปี จะไม่รวมอยู่ในกลุ่มเดียวกัน (Annual cohort) และจัดแบ่งพอร์ตโฟลิโอของสัญญาประกันภัยออกเป็น 3 กลุ่มตามความสามารถในการทำกำไร ดังนี้ 1. กลุ่มของสัญญาที่สร้างภาระ (ขาดทุน) เมื่อรับรู้รายการเมื่อเริ่มแรก 2. กลุ่มของสัญญาที่เมื่อรับรู้รายการเมื่อเริ่มแรก ไม่มีความ

เป็นไปได้ที่มีนัยสำคัญที่จะกลายเป็นสัญญาที่สร้างภาระในภายหลัง 3. กลุ่มของสัญญาที่เหลือใน Portfolio ซึ่งการวัดมูลค่าของสัญญาประกันภัย จะวัดตามแต่ละกลุ่มย่อย (Unit of account) การรับรู้รายได้ตาม TFRS 17 ส่วนหนึ่งมาจากการคำนวณหากำไรจากการให้บริการตามสัญญา

(Contractual Service Margin : CSM) ที่ได้จากการประมาณการกระแสเงินสดในอนาคตตลอดอายุของสัญญา ณ วันเริ่มแรก ซึ่งก็เทียบเคียงได้กับกำไรที่ยังไม่รับรู้ (Unearned profit) ของภาคธุรกิจอื่น เพื่อจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ตลอดอายุของสัญญาเมื่อได้ให้ความคุ้มครองแล้ว ดังนั้น ตาม TFRS 17 ค่าเบี้ยประกันภัยรับ ไม่ได้ลงบัญชีเป็นรายได้ ซึ่งแตกต่างจาก TFRS 4 ที่รับรู้เบี้ยประกันภัยรับเป็นรายได้ทันที อย่างไรก็ตาม ถ้ากลุ่มสัญญาประกันภัยเป็นสัญญาที่สร้างภาระให้รับรู้ขาดทุนทั้งจำนวนทันที ในการหากำไรจากการให้บริการตามสัญญานั้น ได้จากการประมาณการกระแสเงินสดจ่ายและกระแสเงินสัดรับในอนาคตซึ่งใช้การประมาณการตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย โดยคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบัน อีกทั้งให้บวกค่าปรับปรุงความเสี่ยงสำหรับความเสี่ยงที่ไม่ใช่ทางการเงินเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่ประมาณการอาจมีความผันผวน ผลต่างระหว่างกระแสเงินสดรับและจ่าย และค่าปรับปรุงความเสี่ยง คือ กำไรจากการให้บริการตามสัญญา อย่างไรก็ตาม TFRS 17 ได้ให้ทางเลือกวิธีวัดมูลค่าอย่างง่าย ที่ไม่ต้องทำประมาณการกระแสเงินสดในอนาคต คือ วิธีการปันส่วนเบี้ยประกันภัย สำหรับสัญญาประกันภัยที่มีระยะเวลาคุ้มครองไม่เกิน 1 ปี หรือเกิน 1 ปี แต่ผ่านการทดสอบว่าวิธีอย่างง่ายคาดว่าจะทำให้การวัดมูลค่าของหนี้สินสำหรับความคุ้มครองที่เหลืออยู่ของกลุ่มสัญญาไม่แตกต่างอย่างมีสาระสำคัญจากการปฏิบัติโดยวิธีทั่วไป

ที่มา : จดหมายข่าวสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฉบับที่ 105 สำหรับผลกระทบจากการนำมาตรฐาน TFRS 17 มีดังต่อไปนี้ ด้วยวิธีการรับรู้และวัดมูลค่าเป็นกลุ่มสัญญาตามที่กล่าวข้างต้น ส่งผลให้กิจการต้องมีการจัดเก็บข้อมูลเป็นแบบรายกลุ่ม รายปี เพื่อให้สามารถคำนวณกำไรจากการให้บริการ ตามสัญญาและรับรู้รายได้ของกลุ่มสัญญาจนกว่าความคุ้มครองจะสิ้นสุดลง ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่เก็บข้อมูลเพื่อวัดมูลค่าหนี้สินจากสัญญาประกันภัยของทั้งกิจการ ทำให้ต้องจัดทำข้อมูลรายกลุ่มสัญญาจำนวนมาก อีกทั้งข้อมูลบางส่วนก็อาจไม่เคยเก็บไว้ การจัดทำข้อมูลย้อนหลังถือเป็นเรื่องสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อปฏิบัติตาม TFRS 17 เมื่อต้องการข้อมูลจำนวนมาก กิจการต้องพิจารณาระบบประมวลข้อมูลที่มีอยู่ทั้งระบบหน้าบ้าน ระบบบัญชี และระบบที่รองรับ โมเดลคณิตศาสตร์ประกันภัย ว่าสามารถรองรับได้หรือต้องมีการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนบุคลากรทางบัญชี และนักคณิตศาสตร์ประกันภัยที่มีความรู้ความเข้าใจการปฏิบัติตาม TFRS 17 มีอยู่เพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ กิจการอาจต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ ให้เหมาะสม เนื่องจากวิธีการรับรู้ผลการดำเนินงานแตกต่างไปจากเดิม ทั้งนี้ ในการจะปฏิบัติใช้ TFRS 17 ได้อย่างมีประสิทธิผล ผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการบริษัทควรให้ความสำคัญและจัดสรร งบประมาณที่เพียงพอ เพื่อให้บุคลากรสามารถดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ได้เสร็จสมบูรณ์ก่อนวันที่มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับนี้มีผลบังคับใช้ การถือปฏิบัติตาม TFRS 17 กำหนดให้ใช้วิธีปรับย้อนหลัง โดยผลต่างสุทธิที่เกิดจากการเปลี่ยนนโยบายการบัญชีเดิมตาม TFRS 4 ไปเป็นนโยบายการบัญชีใหม่ตาม TFRS 17 ให้บันทึกในส่วนของเจ้าของ อย่างไรก็ตาม สำหรับ TFRS 17 ได้ให้ทางเลือกสำหรับการปฏิบัติในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งแตกต่างจาก IFRS 17 ที่ไม่ได้มีการให้ทางเลือกใด ๆ ไว้ โดยทางเลือกสำหรับประเทศไทย TFRS 17 ระบุว่า “หากการปฏิบัติดังกล่าวเป็นผลทำให้กำไรสะสมของกิจการลดลง กิจการอาจเลือกผลกระทบสะสมจากการเปลี่ยนแปลง ณ วันที่เปลี่ยนผ่านในส่วนของเจ้าของตามวิธีเส้นตรง ภายในระยะเวลา 3 ปี นับจากวันเปลี่ยนผ่าน ทั้งนี้กิจการต้องเปิดเผยทางเลือกนี้ และเปิดเผยจำนวนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง จำนวนที่ยังไม่ได้รับรู้ จำนวนที่รับรู้ในงวดปัจจุบันในส่วนของเจ้าของและรายการปรับปรุงผลกระทบที่แสดงในหนี้สินจากสัญญาประกันภัยทุกวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ทั้งนี้ เมื่อเลือกแล้วไม่สามารถยกเลิกได้ การกำหนดให้กิจการที่ใช้ทางเลือกต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียดในหมายเหติประกอบงบการเงิน เพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินได้รับข้อมูล อย่างครบถ้วนเพียงพอในการพิจารณาผลประกอบการและฐานะการเงินของกิจการในปัจจุบัน ตลอดจนการคาดการณ์ในอนาคต ดังนั้น ผู้ใช้งบการเงินของธุรกิจประกันภัยที่จัดทำตาม TFRS 17 ควรอ่านข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงินควบคู่กับงบการเงินอื่นๆ ด้วย

This article is for general information only